Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

โครงการเกษตรอินทรีย์องค์รวม พลิกวิกฤตเป็นโอกาสประเทศไทย

image
          มูลนิธิธรรมะเกษตรธรรมชาติ ก่อตั้งขึ้นจากความตั้งใจอย่างแรงกล้าของ คุณเอกภพ เสตะพันธุ ผู้ก่อตั้งบริษัท ริเวอร์แคว อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และรองศาสตราจารย์ อาภรณ์ ภูมิพันนา ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการสร้างกระแสการทำเกษตรธรรมชาติในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2530
           ผู้ก่อตั้งทั้งสองได้ศึกษาและทดลองทำเกษตรอินทรีย์มากกว่า 15 ปี และได้เริ่มหาวิธีที่จะพลิกฟื้นพื้นดินที่เสื่อมโทรมแห้งแล้ง จึงได้เริ่มทดลองทำเกษตรอินทรีย์บนภูแสนดาว ณ หมู่ที่ 9 บ้านซับศิลาทอง ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ตั้งแต่ปี 2549 โดยรวมศาสตร์ต่างๆ ทั้งศาสตร์โบราณ ศาสตร์สมัยใหม่ ศาสตร์ตะวันออก และศาสตร์ตะวันตก จนได้รับผลที่น่าตื่นเต้น และมั่นใจว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้ยากไร้และกำลังเข้าตาจนทั้งประเทศ มั่นใจว่าจะเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม เป็นหนทางที่จะช่วยพลิกฟื้นดินที่ตายและเสื่อมอย่างรุนแรงทั้งประเทศให้ฟื้นมีชีวิตขึ้นมา โดยไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีและปัจจัยภายนอก เช่นเครื่องจักรกลและน้ำมัน จึงได้จัดตั้งโครงการ "เกษตรอินทรีย์องค์รวมพลิกวิกฤตเป็นโอกาสประเทศไทย" ขึ้นเมื่อ ต้นปี 2554 โดยเปิดฝึกอบรมไปแล้วหลายรุ่น มีผู้ผ่านการฝึกอบรมกว่า 100 คน ในจำนวนนี้มีพระสงฆ์จากวัดต่างๆ ที่สนใจเข้าร่วมด้วย 19 รูป

คลิกเืพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม




สาสน์จากผู้ก่อตั้ง คุณเอกภพ เสตะพันธุ

image
          "จุดเริ่มต้นของมูลนิธิมาจากหลังจากที่เลิกทำงาน ผมอยากทำประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศบ้าง บังเอิญว่าในช่วงนั้น แนวทางเกษตรธรรมชาติที่เผยแพร่โดยเกษตรกรชาวญี่ปุ่น ชื่อนาย มาซาโนบุ ฟูกุโอกะ เข้ามามีบทบาทและได้รับความสนใจจากเกษตรกรทั่วโลก อาจารย์อาภรณ์ ภูมิพันนา จึงได้จุดประกายชักชวนผมให้มาเริ่มทำเกษตรธรรมชาติด้วยกัน โดยการปลูกป่าด้วยวิธีีการง่ายๆ ลงทุนนิดเดียวแต่ได้ป่าที่สมบูรณ์อย่างมหัศจรรย์ โดยระยะแรกผมเริ่มทดลองเกษตรอินทรีย์ที่ บริษัท ริเวอร์แควอินเตอร์เนชั่นแนล ในจังหวัดกาญจนบุรี ตอนนั้นไม่มีใครเห็นด้วย และต่อต้านเพราะคิดว่าไม่มีทางสำเร็จในทางพาณิชย์ แต่ปรากฎว่าตอนหลังเกษตรอินทรีย์กลายมาเป็นสินค้าที่ทำกำไรให้กับบริษัทสูงมาก นอกจากนั้นผมยังสนใจในเรื่องแพทย์ทางเลือก เพราะผมเชื่อว่า สุขภาพดีมาจากที่เราเลือกทานอาหารดีๆ ทานอาหารที่มาจากธรรมชาติไม่มีสารพิษเจือปน และสุดท้ายผมสนใจในเรื่องพระพุทธศาสนา ซึ่งทั้งสามเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนไทยมองข้ามไป ไม่เห็นความสำคัญทำให้เกิดความวุ่นวาย มีโรคภัยไข้เจ็บมากมาย ชีวิตไม่ปกติสุข ที่สำคัญคือไม่มีความสุข ดังนั้นเราจึงได้จัดตั้งมูลนิธิธรรมะเกษตรธรรมชาติขึ้นมา โดยเน้นสามเรื่องนี้เป็นหลัก"

คลิกเืพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม




ประเทศไทยเราไม่เจริญเท่าที่ควรเพราะเราขาดธรรมะ

image

          ธรรมชาติเป็นบ่อเกิดของทุกชีวิต และเมื่อเราเคารพธรรมชาติ ก็จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเป็นสุข ด้วยแนวคิดนี้ คุณเอกภพ เสตะพันธุ ประธานมูลนิธิธรรมะเกษตรธรรมชาติ จึงหันหลังให้กับบรรดาภารกิจการงานอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในโลกธุรกิจที่เคยผ่านมา ลดระดับลงเป็นเรื่องรองโดยยกให้ธรรมะและเกษตรเป็นหลักของชีวิตที่เหลืออยู่

          “ผมเป็นนักเรียนทุนรุ่นแรกที่เครือซีเมนต์ไทยส่งไปเรียน MBA องค์กรนี้มีพระคุณกับผมมากครับ วันหนึ่งรู้สึกว่าชีวิตตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยมากก็ติดอยู่แต่ในกรุงเทพฯ ไปทำงานเมืองนอกบ้าง วนเวียนอยู่อย่างนี้ ผมนึกถึงบ้านเกิดคือกาญจนบุรี เราไม่เคยกลับไปทำอะไรให้ที่บ้านเลย มีความคิดว่าอยากกลับไปสร้างอะไรให้กับบ้านเรา และเริ่มรู้สึกว่าการมาใช้ชีวิตในเมืองหลวงนั้นเหมือนติดกับเข้ามาแล้วมันออกยากเหลือเกิน ว่าจะเข้ามาเรียนหนังสือเรียนเสร็จก็หางานทำเพราะทุกอย่างศูนย์กลางมันอยู่กรุงเทพฯ ไม่มีการกระจายความเจริญสู่ชนบทมากเท่าที่ควร เป็นปัญหายิ่งใหญ่และนับวันจะยิ่งแก้ลำบางมากขึ้นๆ"


คลิกเืพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม




แรงจูงใจของผู้ก่อตั้งมูลนิธิธรรมะเกษตรธรรมชาติ

image

          เอกภพ เสตะพันธุ จบวิศวะจุฬา สาขาโยธา และได้ทุนจากบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย ไปเรียน MBA ที่ University of Southern California ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง President คนแรก ของ SCT (USA) Inc. เป็นผู้จัดการ Custom Pack และ CPAC-MONIER หลังจากอยู่ในเครือซีเมนต์ไทย 24 ปี ก็ออกไปตั้งบริษัท River Kwai International (RKI) ซึ่งกลายเป็นผู้นำในการผลิตข้าวโพดหวานกระป๋องของประเทศ หลังจากประสบความสำเร็จได้ 4 ปี RKI ก็เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ เอกภพ มีแรงบันดาลใจที่จะทำประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารปลอดสารเคมีให้ชาวโลก จึงเริ่มเข้ามาในธุรกิจเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2539

          ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา นอกเหนือจากบริหารบุกเบิกแหล่งท่องเที่ยวในเกาะสมุย โดยสร้างรีสอร์ทระดับ 5 ดาว ชื่อ Samui Peninsula ซึ่งเป็นกิจการของครอบคัว เอกภพ ยังคงศึกษาอย่างต่อเนื่องในเรื่องเกษตรอินทรีย์ และขยายไปสู่แพทย์ทางเลือก เพราะทั้งสองศาสตร์มีแนวทางเดียวกันในเรื่องการป้องกันรักษาร่างกายให้ปลอดสารเคมี พัฒนาชีวิตให้ดีมีคุณภาพ โดยเริ่มต้นจากอาหารและสิ่งแวดล้อมที่มีพื้นฐานบริสุทธิ์ โดยเฉพาะน้ำ และผืนแผ่นดินที่ใช้ในการเกษตร ซึ่งความรู้ที่จะนำไปสู่ภาคปฏิบัติที่จะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน ยังไม่เป็นที่รู้จัก


คลิกเืพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม




หลักการสำคัญของระบบเกษตรอินทรีย์องค์รวม 10 ประการ

การทำเกษตรกรรมแบบอินทรีย์องค์รวมเป็นระบบการผลิตอาหารเพื่อมุ่งเลี้ยงตัวเองเป็นหลักและเพื่อการค้าเป็นรอง มีการดูแลระบบการผลิตแบบองค์รวม โดยให้ความสำคัญหลักกับการสร้างและรักษาระบบนิเวศในแปลงเพาะปลูกให้คล้ายคลึงกับระบบนิเวศธรรมชาติของป่า เป็นกระบวนการเยียวยารักษาความอุดมสมบูรณ์และโครงสร้างของดิน คืนแร่ธาตุและสารอาหารพืชกลับสู่ดิน ฟื้นฟูและบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ลักษณะเดียวกับดินในป่าธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีการเกษตรและหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องจักรหนักในกระบวนการผลิต อาศัยแรงงานคนเป็นหลัก และต้องหมั่นใส่ใจดูแลและช่างสังเกตุในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต ซึ่งจัดได้ว่าเป็นวิธีทำการเกษตรที่ต้องใช้ความประณีต ผู้ทำต้องมีใจรักในงาน และซื้อสัตย์ต่อตัวเองในการดำเนินงานตามหลักการและขั้นตอนอย่างจริงใจ


คลิกเืพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม




การเลี้ยงไส้เดือนเพื่อย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ (vermiculture)

image

ลักษณะทั่วไปของไส้เดือน
ไส้เดือนดินเป็นสัตว์ที่มักพบได้ทั่วไปในดิน ใต้กองใบไม้ หรือในมูลสัตว์ต่างๆ ลักษณะภายนอกโดยทั่วไป จะมีลำตัวสมมาตรครึ่งซีก ลำตัวแบ่งเป็นปล้องชัดเจนตั้งแต่หัวจรดท้าย หัวท้ายเรียวแหลม ผนังลำตัวชั้นนอกเป็นคิวติเคิลที่ปกคลุมด้วยสารพวกโพลีแซคคาไรด์ เจลาติน และชั้นอีพิเดอร์มิส มีเซลล์ ต่อมต่างๆ ที่ทำหน้าที่สร้างน้ำเมือก ทำให้ผิวลำตัวชุ่มชื้น แต่ละปล้องจะมีเดือยเล็กๆ เรียงอยู่รอบปล้องใช้ในการเกาะกับดินในการเคลื่อนที่และผสมพันธุ์ ไส้เดือนดินเป็นสัตว์ที่มี 2 เพศในตัวเดียวกัน มีช่องสืบพันธุ์อยู่ใกล้บริเวณส่วนหัว มีไคลเทลลัมซึ่งเป็นอวัยวะที่ใช้ในการสร้างไข่ จะเห็นได้ชัดเจนเมื่อถึงระยะสืบพันธุ์ ออกไข่อยู่ภายในถุงไข่ที่เรียกว่าโคคูน และฟักเป็นตัวภายนอก

คลิกเืพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม




วิกฤติโลกร้อนแก้ยาก วิกฤติประเทศไทยแก้ง่าย

image

          ธรรมชาติต้องใช้เวลาหลายร้อยปีเพื่อสร้างหน้าดินหนา 1 นิ้ว แต่ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา โลกสูญเสียหน้าดินไปแล้ว ถึง 1 ใน 3 ด้วยฝีมือมนุษย์

          สาเหตุหลัก มาจากวิธีการทำการเกษตรโดยใช้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ที่เรียกว่าปฏิวัติเขียว (Green Revolution) ที่เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลภครั้งที่ 2 ถ้าพวกเรายังเพิกเฉย อีกไม่เกิน 40 ปี ผิวโลกส่วนใหญ่จะ ปราศจากดินเหมือนพื้นผิวดาวอังคาร สิ่งมีชีวิตรวมทั้งมนุษย์ก็ไม่อาจดำรงชีวิตได้

          เกษตรกรทั่วโลก ถูกล้างสมอง โดยใช้ความโลภเข้ามาล่อให้ทิ้งวิถีการเกษตรแบบโบราณที่อนุรักษ์ดิน หันมาทำการเกษตรโดยใช้สารเคมี และเครื่องจักรกล ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายหน้าดิน ทำให้ดินเสื่อมกลายเป็นดินตายในที่สุด เมื่อดินเสื่อม เกษตรกรได้รับคำชี้ชวนให้เพิ่มการใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น ทำให้ดินยิ่งเสื่อมเร็วขึ้นไปอีก

          เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าสารเคมีที่ใช้ไม่ว่าในรูปของปุ๋ย,ยาฆ่าหญ้า,ยาฆ่าแมลง ทำอันตรายอย่างกว้างขวางต่อเกษตรกรผู้ใช้, ผู้บริโภค, สัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในดิน บนดินหรือบนฟ้าล้วนถูกฆ่า เป็นโรคเป็นภัย อายุสั้น จากการทำบาปของผู้ที่มุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป มักง่าย ไม่คำนึงถึงสวัสดิภาพของผู้อื่นทั้งคนและสัตว์ตลอดจนสิ่งแวดล้อมที่เสียหายย่อยยับ ยากที่จะฟื้นฟู

คลิกเืพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม




ถ่านชีวภาพ (BioChar) บำรุงดิน ลดโรคร้อน ภูมิปัญญาคนโบราณ ที่นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเพิ่งเข้าใจ

image

ถ่านชีวภาพ คือ ถ่านที่เกิดจากการเผาไหม้แบบควบคุมปริมาณออกซิเจนที่อุณหภูมิต่ำ แตกต่างจากถ่านทั่วไป (Charcoal) ตรงจุดมุ่งหมายของการนำไปใช้ประโยชน์ คือ ถ่านทั่วไปคือถ่านที่นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง แต่ถ่านชีวภาพคือถ่านที่ทำไปใช้เพื่อกักเก็บคาร์บอนลงดินและปรับปรุงดิน

คุณสมบัติและประโยชน์ของถ่านชีวภาพ สามารถกักเก็บคาร์บอนไว้ในดินได้ยาวนานและไม่ทำปฏิกิริยากับสารใดๆ ด้วยลักษณะทางกายภาพมีประจุไฟฟ้าและมีความพรุนสูงสามารถกักเก็บน้ำและเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์ซึ่งเป็นตัวสร้างสารอาหารในดินทำให้ดินชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ ช่วยกักเก็บธาตุอาหาร และปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่พืชแบบช้าๆ เพิ่มคุณภาพของปุ๋ยอินทรีย์ให้สูงขึ้น ทำให้ประหยัดการใช้ปุ๋ย ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและรายได้


คลิกเืพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม




ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน

ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน (Sustainable Agriculture) หรือ ระบบเกษตรกรรมทางเลือก (Alternative Agriculture) หรือ ระบบเกษตรกรรมถาวร (Permanent Agriculture หรือ Permacutlure) ล้วนเป็นระบบเกษตรกรรมที่มีหลักการใหญ่ๆ คล้ายคลึงกัน มีผู้ให้คำจำกัดความและความหมายของแนวทางเกษตรกรรมทางเลือก-เกษตรกรรมยั่งยืนไว้มากมาย แต่ส่วนใหญ่จะใกล้เคียงกัน โดยให้ความสำคัญกับสมดุลของระบบนิเวศ ผลผลิต คุณภาพที่ดี และเพียงพอต่อเกษตรกรและผู้บริโภค การพึ่งพาตนเอง รวมทั้งการให้ความสำคัญกับชุมชนท้องถิ่น


คลิกเืพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม




เกษตรอินทรีย์องค์รวม (Wholistic Organic Farming) คืออะไร?

          เป็นระบบเกษตรกรรมที่รวบรวมผสมผสานภูมิปัญญาวิธีทำการเกษตรของคนยุคโบราณ รวมทั้งหลักการแนวคิดและวิธีการที่เป็นข้อดีของระบบเกษตรกรรมทางเลือกและเกษตรกรรมยั่งยืนที่มีประสิทธิภาพต่างๆ จากทั่วโลก เข้ากับความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการที่เป็นระบบของยุคปัจจุบันด้วยความเข้าใจวิถีของธรรมชาติ โดยมองว่าทุกสิ่งในธรรมชาติมีความเกี่ยวโยงเป็นหนึ่งเดียว หัวใจของเกษตรอินทรีย์ก้าวหน้าอยู่ที่การบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกให้เหมือนระบบนิเวศของป่าธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์และโครงสร้างของดินด้วยกระบวนการธรรมชาติ เพื่อให้ดินมีคุณภาพดีเหมือนดินในป่าธรรมชาติ จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิต ทั้งบนดินและใต้ดิน ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชและระบบนิเวศตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดี มีความแข็งแรง ต้านทานโรคพืชและแมลงศัตรูพืชได้ดี ให้ความสำคัญกับทุกองค์ประกอบของธรรมชาติที่มีผลต่อการเติบโตของพืช ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น เช่น สภาพภูมิอากาศ ระดับความอ่อนเช้มของแสงและความร้อนจากดวงอาทิตย์ แรงดึงดูดของโลกและดวงดาวบนท้องฟ้า พลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งล้วนมีผลต่อผลผลิตทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ
คลิกเืพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม