ผู้ก่อตั้งทั้งสองได้ศึกษาและทดลองทำเกษตรอินทรีย์มากกว่า 15 ปี และได้เริ่มหาวิธีที่จะพลิกฟื้นพื้นดินที่เสื่อมโทรมแห้งแล้ง จึงได้เริ่มทดลองทำเกษตรอินทรีย์บนภูแสนดาว ณ หมู่ที่ 9 บ้านซับศิลาทอง ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ตั้งแต่ปี 2549 โดยรวมศาสตร์ต่างๆ ทั้งศาสตร์โบราณ ศาสตร์สมัยใหม่ ศาสตร์ตะวันออก และศาสตร์ตะวันตก จนได้รับผลที่น่าตื่นเต้น และมั่นใจว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้ยากไร้และกำลังเข้าตาจนทั้งประเทศ มั่นใจว่าจะเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม เป็นหนทางที่จะช่วยพลิกฟื้นดินที่ตายและเสื่อมอย่างรุนแรงทั้งประเทศให้ฟื้นมีชีวิตขึ้นมา โดยไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีและปัจจัยภายนอก เช่นเครื่องจักรกลและน้ำมัน จึงได้จัดตั้งโครงการ "เกษตรอินทรีย์องค์รวมพลิกวิกฤตเป็นโอกาสประเทศไทย" ขึ้นเมื่อ ต้นปี 2554 โดยเปิดฝึกอบรมไปแล้วหลายรุ่น มีผู้ผ่านการฝึกอบรมกว่า 100 คน ในจำนวนนี้มีพระสงฆ์จากวัดต่างๆ ที่สนใจเข้าร่วมด้วย 19 รูป
ธรรมชาติเป็นบ่อเกิดของทุกชีวิต และเมื่อเราเคารพธรรมชาติ ก็จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเป็นสุข ด้วยแนวคิดนี้ คุณเอกภพ เสตะพันธุ ประธานมูลนิธิธรรมะเกษตรธรรมชาติ จึงหันหลังให้กับบรรดาภารกิจการงานอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในโลกธุรกิจที่เคยผ่านมา ลดระดับลงเป็นเรื่องรองโดยยกให้ธรรมะและเกษตรเป็นหลักของชีวิตที่เหลืออยู่
“ผมเป็นนักเรียนทุนรุ่นแรกที่เครือซีเมนต์ไทยส่งไปเรียน MBA องค์กรนี้มีพระคุณกับผมมากครับ วันหนึ่งรู้สึกว่าชีวิตตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยมากก็ติดอยู่แต่ในกรุงเทพฯ ไปทำงานเมืองนอกบ้าง วนเวียนอยู่อย่างนี้ ผมนึกถึงบ้านเกิดคือกาญจนบุรี เราไม่เคยกลับไปทำอะไรให้ที่บ้านเลย มีความคิดว่าอยากกลับไปสร้างอะไรให้กับบ้านเรา และเริ่มรู้สึกว่าการมาใช้ชีวิตในเมืองหลวงนั้นเหมือนติดกับเข้ามาแล้วมันออกยากเหลือเกิน ว่าจะเข้ามาเรียนหนังสือเรียนเสร็จก็หางานทำเพราะทุกอย่างศูนย์กลางมันอยู่กรุงเทพฯ ไม่มีการกระจายความเจริญสู่ชนบทมากเท่าที่ควร เป็นปัญหายิ่งใหญ่และนับวันจะยิ่งแก้ลำบางมากขึ้นๆ"
เอกภพ เสตะพันธุ จบวิศวะจุฬา สาขาโยธา และได้ทุนจากบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย ไปเรียน MBA ที่ University of Southern California ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง President คนแรก ของ SCT (USA) Inc. เป็นผู้จัดการ Custom Pack และ CPAC-MONIER หลังจากอยู่ในเครือซีเมนต์ไทย 24 ปี ก็ออกไปตั้งบริษัท River Kwai International (RKI) ซึ่งกลายเป็นผู้นำในการผลิตข้าวโพดหวานกระป๋องของประเทศ หลังจากประสบความสำเร็จได้ 4 ปี RKI ก็เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ เอกภพ มีแรงบันดาลใจที่จะทำประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารปลอดสารเคมีให้ชาวโลก จึงเริ่มเข้ามาในธุรกิจเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2539
ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา นอกเหนือจากบริหารบุกเบิกแหล่งท่องเที่ยวในเกาะสมุย โดยสร้างรีสอร์ทระดับ 5 ดาว ชื่อ Samui Peninsula ซึ่งเป็นกิจการของครอบคัว เอกภพ ยังคงศึกษาอย่างต่อเนื่องในเรื่องเกษตรอินทรีย์ และขยายไปสู่แพทย์ทางเลือก เพราะทั้งสองศาสตร์มีแนวทางเดียวกันในเรื่องการป้องกันรักษาร่างกายให้ปลอดสารเคมี พัฒนาชีวิตให้ดีมีคุณภาพ โดยเริ่มต้นจากอาหารและสิ่งแวดล้อมที่มีพื้นฐานบริสุทธิ์ โดยเฉพาะน้ำ และผืนแผ่นดินที่ใช้ในการเกษตร ซึ่งความรู้ที่จะนำไปสู่ภาคปฏิบัติที่จะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน ยังไม่เป็นที่รู้จัก
การทำเกษตรกรรมแบบอินทรีย์องค์รวมเป็นระบบการผลิตอาหารเพื่อมุ่งเลี้ยงตัวเองเป็นหลักและเพื่อการค้าเป็นรอง มีการดูแลระบบการผลิตแบบองค์รวม โดยให้ความสำคัญหลักกับการสร้างและรักษาระบบนิเวศในแปลงเพาะปลูกให้คล้ายคลึงกับระบบนิเวศธรรมชาติของป่า เป็นกระบวนการเยียวยารักษาความอุดมสมบูรณ์และโครงสร้างของดิน คืนแร่ธาตุและสารอาหารพืชกลับสู่ดิน ฟื้นฟูและบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ลักษณะเดียวกับดินในป่าธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีการเกษตรและหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องจักรหนักในกระบวนการผลิต อาศัยแรงงานคนเป็นหลัก และต้องหมั่นใส่ใจดูแลและช่างสังเกตุในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต ซึ่งจัดได้ว่าเป็นวิธีทำการเกษตรที่ต้องใช้ความประณีต ผู้ทำต้องมีใจรักในงาน และซื้อสัตย์ต่อตัวเองในการดำเนินงานตามหลักการและขั้นตอนอย่างจริงใจ
ลักษณะทั่วไปของไส้เดือน
ไส้เดือนดินเป็นสัตว์ที่มักพบได้ทั่วไปในดิน ใต้กองใบไม้ หรือในมูลสัตว์ต่างๆ ลักษณะภายนอกโดยทั่วไป จะมีลำตัวสมมาตรครึ่งซีก ลำตัวแบ่งเป็นปล้องชัดเจนตั้งแต่หัวจรดท้าย หัวท้ายเรียวแหลม ผนังลำตัวชั้นนอกเป็นคิวติเคิลที่ปกคลุมด้วยสารพวกโพลีแซคคาไรด์ เจลาติน และชั้นอีพิเดอร์มิส มีเซลล์ ต่อมต่างๆ ที่ทำหน้าที่สร้างน้ำเมือก ทำให้ผิวลำตัวชุ่มชื้น แต่ละปล้องจะมีเดือยเล็กๆ เรียงอยู่รอบปล้องใช้ในการเกาะกับดินในการเคลื่อนที่และผสมพันธุ์ ไส้เดือนดินเป็นสัตว์ที่มี 2 เพศในตัวเดียวกัน มีช่องสืบพันธุ์อยู่ใกล้บริเวณส่วนหัว มีไคลเทลลัมซึ่งเป็นอวัยวะที่ใช้ในการสร้างไข่ จะเห็นได้ชัดเจนเมื่อถึงระยะสืบพันธุ์ ออกไข่อยู่ภายในถุงไข่ที่เรียกว่าโคคูน และฟักเป็นตัวภายนอก
ธรรมชาติต้องใช้เวลาหลายร้อยปีเพื่อสร้างหน้าดินหนา 1 นิ้ว แต่ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา โลกสูญเสียหน้าดินไปแล้ว ถึง 1 ใน 3 ด้วยฝีมือมนุษย์
สาเหตุหลัก มาจากวิธีการทำการเกษตรโดยใช้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ที่เรียกว่าปฏิวัติเขียว (Green Revolution) ที่เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลภครั้งที่ 2 ถ้าพวกเรายังเพิกเฉย อีกไม่เกิน 40 ปี ผิวโลกส่วนใหญ่จะ ปราศจากดินเหมือนพื้นผิวดาวอังคาร สิ่งมีชีวิตรวมทั้งมนุษย์ก็ไม่อาจดำรงชีวิตได้
เกษตรกรทั่วโลก ถูกล้างสมอง โดยใช้ความโลภเข้ามาล่อให้ทิ้งวิถีการเกษตรแบบโบราณที่อนุรักษ์ดิน หันมาทำการเกษตรโดยใช้สารเคมี และเครื่องจักรกล ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายหน้าดิน ทำให้ดินเสื่อมกลายเป็นดินตายในที่สุด เมื่อดินเสื่อม เกษตรกรได้รับคำชี้ชวนให้เพิ่มการใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น ทำให้ดินยิ่งเสื่อมเร็วขึ้นไปอีก
เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าสารเคมีที่ใช้ไม่ว่าในรูปของปุ๋ย,ยาฆ่าหญ้า,ยาฆ่าแมลง ทำอันตรายอย่างกว้างขวางต่อเกษตรกรผู้ใช้, ผู้บริโภค, สัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในดิน บนดินหรือบนฟ้าล้วนถูกฆ่า เป็นโรคเป็นภัย อายุสั้น จากการทำบาปของผู้ที่มุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป มักง่าย ไม่คำนึงถึงสวัสดิภาพของผู้อื่นทั้งคนและสัตว์ตลอดจนสิ่งแวดล้อมที่เสียหายย่อยยับ ยากที่จะฟื้นฟู
ถ่านชีวภาพ คือ ถ่านที่เกิดจากการเผาไหม้แบบควบคุมปริมาณออกซิเจนที่อุณหภูมิต่ำ แตกต่างจากถ่านทั่วไป (Charcoal) ตรงจุดมุ่งหมายของการนำไปใช้ประโยชน์ คือ ถ่านทั่วไปคือถ่านที่นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง แต่ถ่านชีวภาพคือถ่านที่ทำไปใช้เพื่อกักเก็บคาร์บอนลงดินและปรับปรุงดิน
คุณสมบัติและประโยชน์ของถ่านชีวภาพ สามารถกักเก็บคาร์บอนไว้ในดินได้ยาวนานและไม่ทำปฏิกิริยากับสารใดๆ ด้วยลักษณะทางกายภาพมีประจุไฟฟ้าและมีความพรุนสูงสามารถกักเก็บน้ำและเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์ซึ่งเป็นตัวสร้างสารอาหารในดินทำให้ดินชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ ช่วยกักเก็บธาตุอาหาร และปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่พืชแบบช้าๆ เพิ่มคุณภาพของปุ๋ยอินทรีย์ให้สูงขึ้น ทำให้ประหยัดการใช้ปุ๋ย ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและรายได้
ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน (Sustainable Agriculture) หรือ ระบบเกษตรกรรมทางเลือก (Alternative Agriculture) หรือ ระบบเกษตรกรรมถาวร (Permanent Agriculture หรือ Permacutlure) ล้วนเป็นระบบเกษตรกรรมที่มีหลักการใหญ่ๆ คล้ายคลึงกัน มีผู้ให้คำจำกัดความและความหมายของแนวทางเกษตรกรรมทางเลือก-เกษตรกรรมยั่งยืนไว้มากมาย แต่ส่วนใหญ่จะใกล้เคียงกัน โดยให้ความสำคัญกับสมดุลของระบบนิเวศ ผลผลิต คุณภาพที่ดี และเพียงพอต่อเกษตรกรและผู้บริโภค การพึ่งพาตนเอง รวมทั้งการให้ความสำคัญกับชุมชนท้องถิ่น